บทที่ 1
บทนำ
ที่มาและความสำคัญ
เมี่ยงคำสามารถรับประทานกับเต้าเจี้ยว ข้าวเกรียบ ข้าวพอง ตะไคร้ มะพร้าว
พริก เราจึงนำส่วนประกอบต่างๆ
มาประยุกต์ใช้เข้ากับบทเรียนเพื่อให้ผู้ที่ศึกษาได้ความรู้เกี่ยวกับเมี่ยงเต้าเจี้ยว
รู้โภชนาการ คุณประโยชน์ของเมี่ยงเต้าเจี้ยวอีกทั้งยังศึกษาเพื่อต่อยอดความคิดจาก
โครงงานข้าวแคบทิพย์จ๊าดลำ
และเพื่ออนุรักษ์เมี่ยงเต้าเจี้ยวให้อยู่กับชาวจังหวัดตากต่อไป
วัตถุประสงค์
-
เพื่อให้คนหันมาสนใจเมี่ยงเต้าเจี้ยว
-
เพื่อให้คนได้รับประทานผักและสมุนไพรพื้นบ้าน
-
เพื่อให้คนศึกษาเกี่ยวกับเมี่ยงเต้าเจี้ยว
-
เพื่อนำเมี่ยงเต้าเจี้ยวส่งขายที่ต่างประเทศ
-
เพื่อเป็นของฝากในเทศกาลต่างๆ
ขอบเขตของการศึกษา
วัสดุ
-
ข้าวเกรียบ - ขิง
-
เต้าเจี้ยว - ถั่ว / กุ้งแห้ง
-
ตะไคร้ - ข้าวทอด
-
มะพร้าว - พริก
-
มะนาว - มะเขือพวง
อุปกรณ์
-
มีด
-
เขียง
-
จาน
-
ชาม
-
ช้อน
ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
1.ทำให้เมี่ยงเต้าเจี้ยวเป็นของฝาก
2.ได้คุณประโยชน์จากเมี่ยงเต้าเจี้ยวไม่มากก็น้อย
ระยะเวลาในการศึกษา
1 ภาคเรียน
สถานที่ในการศึกษาหาความรุ้
1.ห้องสมุด
2.โรงเรียน
3.บ้าน
บทที่ 3
วิธีดำเนินงาน
วิธีการดำเนินการศึกษา
3.1 วัสดุอุปกรณ์
1.กระดาษ
2.น้ำหมึก
อุปกรณ์(สิ่งที่ใช้แล้วถาวร)
1.คอมพิวเตอร์
2.เครื่องปริ๊น
เอกสารอ้างอิง / แหล่งข้อมูล
- ห้องสมุด
-
ผู้รู้
-
คุณครู
-
อินเทอร์เน็ต
-
คุณพ่อ คุณแม่
3.2วิธีการดำเนินการ
แผนการปฏิบัติงาน
|
ลำดับที่
|
รายการ
|
วัน/เดือน/ปี
|
หมายเหตุ
|
|
1
|
สืบค้นข้อมูล
|
|
-
|
|
2
|
รวบรวมข้อมูล
|
|
-
|
|
3
|
วิเคราะห์ข้อมูล
|
|
-
|
|
4
|
เข้ารูปเล่ม
|
|
-
|
|
5
|
นำเสนอ
|
|
-
|
3.3 แหล่งเรียนรู้
1.แหล่งเรียนรู้นอกโรงเรียน
2..แหล่งเรียนรู้ภายในห้องเรียน
บทที่5
สรุปและอภิปรายผลศึกษาค้นคว้าและขอเสนอแนะ
5.1สรุปผลการศึกษาค้นคว้า
เมี่ยงเต้าเจี้ยว เนื่องจากว่าจังหวัดตากหรือเมืองตากนั้นมีเมี่ยงหลายชนิด
ซึ่งส่วนใหญ่จะทานกับใบเมี่ยง (ใบชาหมัก) จะมีไส้เมี่ยงหลายลักษณะ
เช่น ใช้เนื้อมะพร้าวหั่นเป็นฝอย ๆ ถั่วลิสง และกระเทียม
นำไปทอดให้เหลืองกรอบ โดยทอดทีละอย่าง
นำมาพักให้สะเด็ดน้ำมัน เมื่อเย็นดีแล้วนำมาคลุกเคล้าเข้าด้วยกัน อีกชนิดหนึ่งใช้มะพร้าวขูดเป็นเส้นแบบทำมะพร้าวแก้ว ถั่วลิสง
กระเทียม น้ำปลา น้ำตาลปีบ ทอดในน้ำมัน
โดยทอดมะพร้าวก่อนพอเริ่มเหลืองก็ใส่ถั่วลิสง และส่วนผสมอื่นๆทีละอย่าง
ต้องมีความชำนาญจึงทราบว่าควรใส่ส่วนผสมใด ตอนไหน
ส่วนผสมทุกอย่างถึงจะสุกพร้อมกันพอดี จากนั้นเคี่ยวต่อจนทุกอย่างเหลืองกรอบเกาะตัวกันเป็นก้อน
นำขึ้นจากน้ำมันพักไว้ให้สะเด็ดน้ำมัน เมื่อเย็นแล้วจะได้ไส้เมี่ยงที่เกาะตัวกันเป็นก้อนมีความหวาน มัน ถ้าเป็นเมี่ยงแคบหมู ก็ประกอบด้วย ถั่วลิสงทอด
กระเทียมเจียว แคบหมูหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ เกลือป่น และน้ำตาลทราย ตัวอย่างเมี่ยงข้างต้นนี้หาซื้อเป็นของฝากได้เวลาไปเที่ยวเมืองตาก เหตุที่คนตากนิยมทานเมี่ยงซึ่งส่วนใหญ่มีมะพร้าวเป็นตัวหลัก
ดังนั้นจึงมีกะลามะพร้าวมาก
และเค้าก็เอามาทำกระทงสำหรับลอยในวันลอยกระทง
1
อาชีพเกษตรกรรม (ปลูกใบชะพลู)
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Piper
sarmentosum Roxb.
ชื่อสามัญ : Wildbetal
Leafbush
วงศ์ : PIPERACEAE
ชื่ออื่น/ชื่อถิ่น
ช้าพลู (ภาคกลาง) ชะพลูเถา เฌอภลู (สุรินทร์) ผักปูนา ผักปูลิง
ผักปูริง ปูลิงนก ผักพลูนก ผักอีไร ผักอีเลิศ (ภาคอีสาน) พลูลิง (ภาคเหนือ)
เย่เท้ย (แม่ฮ่องสอน) พลูนก ผักปูนก (พายัพ) พลูลิงนก
(เชียงใหม่) นมวา (ใต้)
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ชะพลูเป็นพืชล้มลุกขนาดเล็ก มักขึ้นทั่วไปตามที่เปียกชื้น ปลูกขึ้นง่าย
เจริญเติบโตได้ดี มีลักษณะเป็นเถาเลื้อยอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม
ลำต้นแบ่งเป็นข้อโดยตามข้อจะมีรากช่วยในการยึดเกาะ มีกลิ่นเฉพาะตัว
ใบมีสีเขียวสดเป็นมัน คล้ายกันกับใบ พลูที่ใช้เคี้ยวกินกับหมาก ฐานใบกว้าง
ปลายใบแหลมคล้ายรูปหัวใจหรือใบโพธ์เล็กน้อย เห็นเส้นใบชัดเจน ใบมีกลิ่นฉุน
มีรสเผ็ดเล็กน้อย ดอกสีขาวมีขนาดเล็กจะออกเป็นช่อ
สารที่พบ
ชะพูลมีน้ำมันหอมระเหยที่ทำให้เกิดกลิ่นเผ็ดฉุน
และมีคุณค่าทางสารอาหารที่สำคัญ คือ มีแคลเซียม และสารเบต้า-แคโรทีนจากการศึกษาของ
มหาวิทยาลัยมหิดลโดยศึกษาฤทธิ์การลดน้ำตาลในเลือดของสารสกัดจากใบชะพลู โดยการ
ใช้น้ำสกัดเอาสารสำคัญของชะพลูทั้งต้นโดยใช้หนูทดลอง โดยการแบ่งหนูออกเป็น
2
กลุ่ม โดยหนูกลุ่มที่1จะเหนี่ยวนำทำให้เป็นเบาหวาน และหนูกลุ่มที่ 2
จะเป็นหนูปกติ แล้วฉีดสารสกัดของชะพลูเข้าไปในหนูทั้งสองกลุ่ม
จากนั้นวัดระดับน้ำตาลในเลือด เมื่อฉีดเข้าไปครั้งแรก
พบว่าสารสกัดชะพลูในขนาด 0.125 และ 0.25 กรัมต่อน้ำหนักของหนู 1 กิโลกรัม ไม่ช่วยลดระดับน้ำตาลของหนูกลุ่ม ที่เป็นเบาหวานแต่เมื่อให้สารสกัดต่อไปอีก 7 วันพบว่าระดับน้ำตาลในเลือดของหนูกลุ่มที่เป็นเบาหวานลดลงซึ่งผู้ทดลองก็ได้ นำยาแผนปัจจุบัน คือ ไกลเบนคลาไมด์ (Glibenclamide) มาทดสอบกับหนูทั้งสองกลุ่มเช่นกันพบว่าได้ผลเช่นเดียวกับสารสกัดชะพลู
พบว่าสารสกัดชะพลูในขนาด 0.125 และ 0.25 กรัมต่อน้ำหนักของหนู 1 กิโลกรัม ไม่ช่วยลดระดับน้ำตาลของหนูกลุ่ม ที่เป็นเบาหวานแต่เมื่อให้สารสกัดต่อไปอีก 7 วันพบว่าระดับน้ำตาลในเลือดของหนูกลุ่มที่เป็นเบาหวานลดลงซึ่งผู้ทดลองก็ได้ นำยาแผนปัจจุบัน คือ ไกลเบนคลาไมด์ (Glibenclamide) มาทดสอบกับหนูทั้งสองกลุ่มเช่นกันพบว่าได้ผลเช่นเดียวกับสารสกัดชะพลู
5.2อภิปรายผล
จากการศึกษาค้นคว้าเรื่องเมี่ยงเต้าเจี้ยวได้ข้อสรุปว่าเมี่ยงเต้าเจี้ยว
เป็นอาหารพื้นบ้านที่มีประวัติมายาวนานและยังนิยมรับประทานเล่นอย่างแพร่หลายอีกด้วย
5.3ข้อเสนอแนะ
1.อยากให้คนหันมารับประทานเมี่ยงเต้าเจี้ยว
2.อยากให้เมี่ยงเต้าเจี้ยวเป็นที่นิยมมากขึ้น
3.แปรรูปสมุนไพรนำมาส่งขายในท้องถิ่นและในท้องตลาด